เอาแล้ว คนพื้นที่แฉทุกอย่างปมที่ดินวัดป่า-ป้าดา งานนี้ส่อพลิก





วันนี้ (13 ส.ค.) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายไทกร พลสุวรรณ นักวิชาการอิสระ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดป่าอดุลยาราม อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปี โดยระบุว่า การออกมาให้ข้อมูลครั้งนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นในฐานะคนในพื้นที่ จ.ขอนแก่น เนื่องจากบ้านพักอยู่ใกล้กับวัด และตนเกิดและเติบโต และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองขอนแก่น และบ้านอยู่ห่างจากวัดเพียง 30 กิโลเมตร




สำหรับประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับที่ดินกว่า 20 ไร่ หรือประมาณ 21 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีการประเมินว่าที่ดินมีมูลค่าสูงถึงระดับหลักพันล้านบาท จากการขยายตัวของชุมชนและอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่โดยรอบ ขณะที่ข้อพิพาททางกฎหมายเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายทายาทเจ้าของที่ดินเดิมกับวัดป่าอดุลยาราม และคดีดังกล่าวศาลฎีกาตัดสินแล้ว


ตนอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2512 และเติบโตมากับชุมชนดังกล่าว จึงรับรู้ประวัติความเป็นมาของพื้นที่มาโดยตลอด โดยจากสิ่งที่ตนพบเห็น พื้นที่แห่งนี้เริ่มต้นจากการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ทางศาสนา ก่อนพัฒนาจากป่าช้าเป็นที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์ และยกฐานะขึ้นเป็นวัดในเวลาต่อมา






โดยช่วงประมาณปี 2513-2515 ตนเคยไปดูโทรทัศน์ที่บ้าน “ตาเฮียง” เนื่องจากบ้านดังกล่าวมีโทรทัศน์เครื่องแรก ๆ ในละแวกนั้น โดยต้องจ่ายเงินให้ภรรยาของตาเฮียงเพื่อเข้าไปดูรายการโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการไอ้มดแดงในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ พร้อมระบุว่า จากการที่ตนเกิดและเติบโตในพื้นที่ ไม่เคยรู้จัก “ป้าดา” ว่าเป็นญาติฝ่ายใดของตาเฮียง


ส่วนประวัติของวัด คนในชุมชนรับรู้มาโดยตลอดว่าที่ดินดังกล่าวถูกใช้ประโยชน์เพื่อกิจการทางศาสนา ก่อนจะมีขั้นตอนทางราชการในการยกฐานะเป็นวัดอย่างเป็นทางการ โดยในอดีตพื้นที่ดังกล่าวยังเคยใช้เป็นสถานที่ฝังศพเด็กนักเรียนที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ซึ่งชาวบ้านและผู้ใหญ่ในชุมชนได้ร่วมกันประกอบพิธีตามประเพณี

แม้ฝ่ายทายาทอาจตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลาที่มีการมอบที่ดิน พื้นที่ยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนทางราชการในการยกฐานะเป็นวัดอย่างสมบูรณ์ แต่จากข้อเท็จจริงที่ตนรับรู้ พื้นที่ดังกล่าวมีการก่อสร้างและใช้ประโยชน์เพื่อกิจการสงฆ์มาเป็นเวลานานแล้ว เพียงแต่กระบวนการทางราชการในการเปลี่ยนสถานะจากที่พักสงฆ์ เป็นสำนักสงฆ์ และเป็นวัด ต้องใช้ระยะเวลา





สำหรับขั้นตอนการดำเนินการยกฐานะเป็นวัดนั้น บิดาของตนซึ่งเคยเป็นคณะกรรมการวัด พร้อมด้วยคณะกรรมการคนอื่น ๆ ได้เดินทางไปขอความเมตตาจากเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นที่วัดศรีจันทร์ ก่อนที่ชื่อ “วัดป่าอดุลยาราม” จะได้รับการมอบให้และใช้เป็นชื่อวัดมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับประเด็นข้อพิพาททางกฎหมาย หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าการถวายที่ดินให้แก่วัดมีเจตนาสำเร็จแล้วตั้งแต่ในอดีต ที่ดินดังกล่าวย่อมต้องพิจารณาตามสถานะและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินของวัด และไม่ควรถูกนำกลับมาอ้างสิทธิ์เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลในภายหลัง

ย้ำว่า ถ้าหากมีประเด็นกรรมสิทธิ์ที่เป็นข้อพิพาทที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม โดยผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยังสามารถนำพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อพิสูจน์สิทธิของตนเองได้


ส่วนกรณีที่มีการนำท่อปูนมาปิดกั้นทางเข้า-ออก รวมถึงมีการพูดถึงการรื้อถอนกำแพงวัด นายไทกรเตือนว่า การดำเนินการใด ๆ ที่กระทบต่อทรัพย์สินหรือการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ อาจนำไปสู่ข้อพิพาทหรือความรับผิดทางกฎหมายเพิ่มเติม จึงควรใช้กระบวนการยุติธรรมในการพิสูจน์สิทธิ มากกว่าการเผชิญหน้าหรือดำเนินการด้วยตนเอง



สำหรับความรู้สึกของคนในพื้นที่ด้วยว่า ชาวบ้านจำนวนมากยกย่อง “คุณพ่อเฮียง” ในฐานะผู้เสียสละที่ดินกว่า 20 ไร่ เพื่อใช้ประโยชน์ทางศาสนาและเป็นป่าช้าของชุมชน ก่อนพัฒนาเป็นที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์ และวัดในเวลาต่อมา จึงมองว่าประวัติศาสตร์ของพื้นที่เป็นสิ่งที่คนในชุมชนรับรู้ร่วมกันมาเป็นเวลานาน

ขณะเดียวกัน ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ข้อพิพาทกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง คือมูลค่าที่ดินในพื้นที่ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากทำเลอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมีอพาร์ตเมนต์ หอพัก รวมถึงโครงการเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นโดยรอบ โดยนายไทกรระบุว่า ที่ดินข้างเคียงมีการซื้อขายกันในราคาประมาณ 40 ล้านบาทต่อไร่ ทำให้ที่ดินแปลงพิพาทกว่า 20 กว่าไร่ มีมูลค่ารวมสูงมาก อาจจะ 3,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การพิสูจน์กรรมสิทธิ์ควรดำเนินการผ่านกระบวนการศาลและยึดพยานหลักฐานเป็นสำคัญ หากมีข้อพิพาทว่าที่ดินถูกถวายให้แก่วัดหรือไม่ ก็ควรให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม และรอผลการพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อให้ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปี ได้ข้อยุติตามกระบวนการยุติธรรม

មតិយោបល់